Call Us : +123-456-789

หัวเว่ยเขื่อ 5G จะเปลี่ยนโลก

Home  >>  news  >>  หัวเว่ยเขื่อ 5G จะเปลี่ยนโลก

หัวเว่ยเขื่อ 5G จะเปลี่ยนโลก

   news   February 27, 2018  Comments Off on หัวเว่ยเขื่อ 5G จะเปลี่ยนโลก

หัวเว่ย เชื่อเทคโนโลยี 5G จะขับเคลื่อนโลก รับศักราชใหม่แห่งยุคเมกะเทค

นายเจมส์ อู๋ ประธานบริหาร หัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การมาถึงของเทคโนโลยี 5G เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ายุคเมกะเทคได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 หรือพย็องชังเกมส์ ได้เห็นการโชว์ศักยภาพการใช้งานเทคโนโลยี5G เป็นครั้งแรก ด้วยการถ่ายทอดออนไลน์หรือไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านระบบอัลตร้า HD ที่ให้ความคมชัดสูงในระดับที่สามารถเห็นรายละเอียดของหิมะและเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างชัดเจน และมีการนำโดรนที่พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลามาคอยส่งข้อมูลถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์กลับมาให้เราได้รับชม แถมด้วยเทคโนโลยี VR ที่ให้ภาพพาโนรามาแบบ 360°ซึ่งพาผู้ชมไปสัมผัสกับประสบการณ์การรับชมกีฬาชนิดเกาะติดทุกขอบสนามกันอย่างเต็มอิ่ม ยิ่งไปกว่านั้น โดรนดังกล่าวยังสามารถบินร่อนขนาบเพื่อจับภาพนักกีฬาที่แล่นไปกับสโนว์บอร์ดได้ด้วย เมืองพย็องชังจึงนับเป็นเมืองแรกของโลกที่นำเทคโนโลยี 5G มาใช้ ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดคังวอน ประเทศเกาหลีใต้ เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่การใช้งานเทคโนโลยีอื่นอีกมากมายในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันหมด อาทิ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดรน เทคโนโลยีฮอโลกราฟี หรือแม้กระทั่งสมาร์ทบ็อกซ์ที่คอยตรวจจับและขับไล่หมูป่าด้วยระบบอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นไม่ได้หากไร้ซึ่งเทคโนโลยี 5G

5G มีความเร็วสูงกว่า 4G ถึงหลายสิบ 5G จะสร้างการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบเพื่อดึงศักยภาพของโลกที่เชื่อมถึงกันออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เราจะได้เห็นผลของการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูงที่นำมาใช้ในการจัดการธุรกิจ เช่น จัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นจากชิพนับพันล้านตัวที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์ จึงคาดว่าเทคโนโลยี 5G จะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่เป้าหมายดังกล่าวรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้ภายใต้โลกที่เชื่อมโยงถึงกัน การสื่อสารความเร็วสูงและความหน่วงต่ำของเทคโนโลยี 5G จะช่วยให้การขับขี่แบบไร้คนขับเป็นจริงขึ้นมาได้ โดยเราสามารถเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานแบบไร้คนขับเข้าไปในรถยนต์แบบเดิม นอกจากนี้ เรายังสามารถนำรถยนต์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองมาใช้ในรูปแบบของการแชร์รถยนต์ ซึ่งรถที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจพลิกโฉมสภาพการจราจร เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ต้องใช้รถส่วนตัวอีกต่อไป ทำให้สามารถนำพื้นที่จอดรถมาสร้างเป็นที่พักอาศัยหรือสวนสาธารณะได้ ตลอดจนช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้มาก

ผู้คนในปี ค.ศ. 2050 อาจมองว่ารถยนต์ที่ใช้กันอยู่นั้นจะต้องเป็นรถที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองแล้ว อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์แบบและปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้รถยนต์แลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ รวมถึงช่วยให้เครื่องยนต์สามารถจัดการสภาวะที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น แม้แต่ในปัจจุบัน หากคุณลองให้นักบินปิดระบบการบินอัตโนมัติและร่อนลงจอดโดยควบคุมด้วยมือเปล่า โดยมีเพียงหมวกนิรภัยและแว่นตากันลมอย่างสมัยก่อน พวกเขาคงอยู่ในสภาวะกดดันอย่างหนักเป็นแน่

การขับเคลื่อนโลกด้วยข้อมูล การนำข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น โดยสามารถคำนวณข้อมูลขนาดใหญ่ได้จากคลังสินค้าซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปจากผู้ใช้หลายร้อยกิโลเมตร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยบนโทรศัพท์มือถือ ระบบก็จะค้นหาคำตอบในคอมพิวเตอร์ของศูนย์ข้อมูลที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งมาให้ ซึ่งในกรณีนี้ 5G จะทำหน้าที่เสมือนท่อส่งขนาดใหญ่ที่คอยลำเลียงข้อมูลมหาศาลนั่นเอง สิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันก็คือ ศตวรรษที่ 21 จะเป็นยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งอาจสืบย้อนไปถึงคำกล่าวของกาลิเลโอเมื่อปี ค.ศ. 1638ซึ่งได้เอ่ยเอาไว้ว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติทุกอย่างนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยภาษาคณิตศาสตร์ ดังนั้น เมื่อเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในโลก เราก็จะสามารถทำความเข้าใจกับมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะนำไปสู่ยุคใหม่นั่นเอง ทั้งเทคโนโลยีไอซีที บิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์อันล้ำหน้าจะผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้

ยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เมื่อถามว่าเราจะวินิจฉัยและรักษาโรคกันอย่างไรในอนาคต บางทีฐานข้อมูลอาจเป็นคุณหมอที่เก่งที่สุดในโลกก็เป็นได้ด้วยความสามารถในการจดจำข้อมูลแต่ละเคส เมื่อผนวกกับข้อมูลวิเคราะห์ด้านพันธุกรรม ฐานข้อมูลจะสามารถระบุรูปแบบการรักษาที่ได้ผลสูงสุดโดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการรักษาและผลที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งการวินิจฉัย การวางแผนทางการแพทย์ใหม่ๆ และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ล้วนต้องพึ่งพาระบบบิ๊กดาต้า อีกตัวอย่างกับคำถามที่ว่า เราจะศึกษาเล่าเรียนกันอย่างไรในอนาคต คำตอบคือ เราจะใช้ข้อมูลเพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนและของครู พิจารณาดูเนื้อหาที่เหมาะจะนำมาสอนมากที่สุด เพื่อออกแบบแนวทางการสอนให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน อันจะช่วยทดแทนข้อด้อยของโรงเรียนรัฐบาลที่ใช้การสอนรูปแบบเดียวสำหรับเด็กทุกคน

ประเด็นสุดท้าย คือ การหลอมรวมโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือนจริง การหลอมรวมโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกันสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการใช้งานจำลองแบบ immersive ของเทคโนโลยี VR รวมไปถึงเทคโนโลยี AR ที่นำไปประยุกต์ใช้กับหลายสิ่งหลายอย่าง อาทิ กระจกรถยนต์ หรือแว่น Google Glass ซึ่งความฝันของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในยุคแรกๆ จะกลายเป็นจริงได้ก็ด้วยการมาถึงของเทคโนโลยี 5G โดยเครือข่ายความเร็วสูงที่สามารถเชื่อมข้อมูลมหาศาลจะสามารถรองรับการใช้งานเทคโนโลยี VR และ AR และมีความหน่วงต่ำที่จำเป็นสำหรับการประมวลผลความเร็วสูง อย่างเช่น การแสดงผลวิดีโอในรูปแบบโฮโลกราฟีในภาพยนตร์ Sci-Fi ซึ่งเทคโนโลยี AR จะต้องเข้าใจและเชื่อมโยงเข้ากับโลกกายภาพ รับรู้มิติทั้งในด้านลึกและด้านกว้าง วิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจและระบุการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและผู้คน ก่อนจะแสดงผลที่แม่นยำในตำแหน่งที่ถูกต้อง เมื่ออุปกรณ์มีความคล่องตัวมากขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ระยะไกลที่ทรงพลังในแบบเรียลไทม์ และเมื่อใดที่ข้อมูลในปัจจุบันสามารถถ่ายโอนถึงกันได้ผ่านท่อลำเลียงท่อเดียว เมื่อนั้นความลึกและความกว้างของข้อมูลก็จะแผ่ขยายขอบเขตออกไปราวกับมหาสมุทรแปซิฟิคเลยทีเดียว-สำนักข่าวไทย.

Comments are closed.